วันพฤหัสบดีที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

Creating a Signature

การสร้างลายเซ็น

หากต้องการให้งานของเราเป็นที่จดจำ สิ่งหนึ่งที่เราควรมี คือ เอกลักษณ์เฉพาะตัว จะเรียกว่าเป็นลายเซ็นของเราเองก็ได้



มารู้จักลายเซ็น ลายเซ็นคือ เทคนิคในการสร้างภาพ เช่นการใช้เส้น การใช้สี องค์ประกอบภาพต่างๆ แนวการ process มุมมอง หรือวิธีสื่อสาร หรืออุปกรณ์ที่เราใช้ เช่นกล้องรุ่นที่ใช้ประจำ เลนส์ หรือช่วงเลนส์ที่ใช้ ดอลลี่ โดรน housing เม้าส์ปากกา หรืออุปกรณ์อะไรก็ตาม

พอเราใช้สิ่งเหล่านี้ซ้ำๆ บ่อยๆ ในงานของเราจนเป็นเอกลักษณ์ ลูกค้าจะเริ่มจำงานของเราได้ การพยามทำอย่างงี้กับทุกรูป ที่อัดลงพอร์ท มันก็คือ branding หรือการสร้าง brand นั่นเองครับ

เมื่อ brand ของเราเริ่มแข็ง สิ่งที่ตามมาก็คือ brand loyalty (ความจงรักภักดีในตราสินค้า) ซึ่งจะก่อให้เกิด สาวก หรือ follower ขึ้นนั่นเองครับ

Q : การมี follower เยอะๆ มีประโยชน์อย่างไร
A : ทำให้ภาพขายดี และมีโอกาสติด pop ง่ายขึ้นครับ

Q : ทำไมถึงบอกว่า การมี follower เยอะทำให้ภาพขายดี และติด pop
A : follower คือคนที่ติด brand ของเราแล้วครับ ถึงแม้ว่าของที่เราทำออกมาขาย จะเหมือนๆ กับคนอื่น (keyword เดียวกัน หรือภาพหัวข้อเดียวกัน) แต่ลูกค้าก็ยังตามมาซื้อของเราอยู่ดี หรือ case ที่ผมเคยเจอก็คือ ถึงแม้รูปที่เราวาด (vector) จะไม่ตรงกับหัวข้อที่เขาต้องการ แต่เขาก็พยามจะเอาไปใช้อยู่ดี เห็นแล้วก็งงเหมือนกันว่า เฮ้ย เอาไปใช้แบบนี้ได้ด้วยเหรอ follower พวกนี้เขาจะเข้ามาดูงานเราประจำ พอมีรูปเข้าพอร์ทปุ๊บ ก็มาโหลดปั๊บ ทำให้ยอดโหลดต่อวันค่อนข้างสูง ถ้ามียอดโหลดสูงต่อเนื่องกันซักประมาณ 4-5 วัน ระบบจะคิดว่าเป็นรูปขายดี เลยเอาไปไว้หน้าแรก ทีนี้ยิ่งทำให้เกิดอุปทานหมู่ คือคนที่ไม่ใช่ follower ก็จะมาโหลดอีก ทีนี้ก็ติดหน้า pop กันยาวๆ เลยครับ

Q : อยากวาด vector ขาย แต่วาดอะไรออกมา หน้าตาก็ไปเหมือนคนอื่นที่มีอยู่แล้วในสต๊อกไปซะหมด จะทำยังไงดี เทคนิคส่วนตัวที่ใช้ในการสร้างลายเซ็นคืออะไรบ้าง
A : ไม่ว่าจะเราวาดอะไรมัน ก็ไปเหมือนไปซ้ำกับคนอื่นซะหมด จะไม่ให้เหมือนใครเลยมันก็ยากอยู่ครับ เพราะทั้งโลกเขาก็วาดกันมาหมดแล้วจริงๆ แหละ ผมแนะนำอย่างงี้ครับ

วาดให้เหมือนก่อน แล้วค่อยเติมตัวตนของตัวเองลงไปให้แตกต่าง โดยทำแบบนี้ครับ

ไป save รูปแนวที่ชอบ จาก pinterest, dribbble, behance มาเยอะๆ ให้เต็ม folder แล้วมานั่ง list ว่า มีทรงผมกี่แบบ มีตา จมูก ปาก แขน ขา กี่แบบ แล้วมาเลือกว่า เราชอบหู ตา จมูก ปากแบบไหน ก็เอามาใช้

ทีนี้เราก็จะได้งานแบบมาตรฐาน ที่คล้ายกับงานของพวกฝรั่งๆ ที่เรา save มาละคับ จากนั้นก็เอามาเติมตัวตนของเราลงไป เช่น บางคนชอบหมวก ชอบรองเท้า ชอบจักรยาน ก็ใส่ลงไปในงานเรา บางคนตัวการ์ตูนฟันเหยิน บางคนมีเครา บางคนใส่แว่น คือชอบอะไรก็ใส่ลงไป เช่น ผมชอบเฟอร์นิเจอร์แบบ อเมริกันอินดัสเทียล ก็เอามาใส่ในงาน ทำให้งานเราดูโดดเด่นขึ้นกว่าคนอื่น คนอื่นเขาโต๊ะเก้าอี้ธรรมดา ของเรามี style กว่า ดู cool ดูเท่ห์กว่า อะไรประมาณนี้ครับ หรือบางตัวเป็น hipster มีเครา มีรอยสัก ขี่จักรยาน fixed gear อะไรพวกนี้ จะทำให้เราแตกต่างจากงานคนอื่นที่มีในท้องตลาด ทำให้เรามีเอกลักษณ์ ไม่ซ้ำใครครับ

เอาไว้เตือนใจสำหรับตัวเอง  (*´▽`*)
เครดิตภาพและบทความจาก : Ekkrub Cm

วันพุธที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

ทำรูปแนวไหนขายดี

ทำรูปแนวไหนขายดี

เคยสงสัยบ้างไหมว่าต้องส่งรูปแนวไหนและต้องทำยังไงถึงจะขายดี วันนี้เลยนำการวิเคราะห์ตลาดด้วย 5Ws+1H มาฝาก



การวิเคราะห์ตลาด จริงๆ แล้วก็คือการวิเคราะห์ความต้องการของลูกค้า (ที่จริงประกอบด้วยลูกค้า คู่แข่ง กับสถานที่ด้วย แต่เราเน้นที่ลูกค้า)

เทคนิคการวิเคราะห์ตลาด
เทคนิคการวิเคราะห์ตลาด

ถ้าเราทำงานอยู่ในบริษัท จะมีคนไปรับ requirement จากลูกค้า แต่ในงานสต๊อก ไม่มีใครมาบอกเรา ว่าลูกค้าต้องการอะไร เราต้องวิเคราะห์เอาเองนะครับ ...

ถ้าถามว่า การวิเคราะห์ตลาดจำเป็นแค่ไหน ก็ลองนึกดูว่า ถ้ามีคนมาจ้างเราทำงาน โดยที่ไม่บอกอะไรเลยว่าเขาต้องการอะไร ให้เราทำไปเรื่อยๆ จนกว่าเขาจะถูกใจ เราอาจจะต้องทำภาพออกมาเป็นร้อยภาพ เพื่อที่จะให้เขาถูกใจซักใบนึงก็ได้ครับ ...

ดังนั้นการวิเคราะห์ตลาด จะทำให้เราทำงานมีประสิทธิภาพ และก็ไม่เหนื่อยด้วยครับ 5Ws+1H ก็คือ Who, What, Where, When, Why + How ครับ

ก่อนทำรูป เราต้องคิดหัวข้อ หรือชื่อรูป หรือเรื่องที่จะทำก่อน แล้วลองคิดว่า ลูกค้าของเราคือใคร ทำอะไร ที่ไหน เมื่อไหร่ ทำไม อย่างไร ยิ่งเราตอบคำถามเหล่านี้ได้มากเท่าไหร่ ก็แสดงว่า กลุ่มลูกค้าเรามีมากขึ้นเท่านั้น

เช่นถ้าเราจะไปถ่ายรูป สถานที่ท่องเที่ยวในญี่ปุ่น หรืออาหารญี่ปุ่น แล้วลองตอบคำถามต่อไปนี้ดู

Who
คือ คนที่ใช้รูปของเราจะเป็นใครได้บ้าง เช่น บริษัท องค์กรณ์เกี่ยวกับการท่องเที่ยว, เพจ หรือบริษัททำหนังสือ นิตยสาร แนะนำร้านอาหาร หนังสือท่องเที่ยว  เราก็จะรู้แล้วว่าลูกค้าเรามีมากน้อยแค่ไหน ใครจะมาเป็นลูกค้าเราได้บ้าง

What
เขาเอางานเราไปทำอะไร เช่น เอาไปทำหนังสือ ทำนิตย์สาร ทำเว็ปไซด์ เราก็จะรู้ว่า รูปเราควรมีลักษณะยังไง กว้างยาวเท่าไหร่ อยู่ส่วนไหนของนิตยสาร เต็มหน้า เป็นปก หรือต้องเหลือ space ไว้สำหรับ wording ด้วยรึปล่าว หรือเอาไปทำ web ถ้าอยู่บริเวณที่เรียกว่า slider ก็จะมี ratio ของภาพเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้ายาวๆ เวลาถ่ายรูป หรือวาดรูป จะได้วางคอมโพสของภาพนั้นๆ ถูกครับ

Where
ตอบได้ว่า เราต้องไปถ่ายรูป (หรือวาด) ที่ไหน หรือว่าเค้าจะเอางานเราไปใช้ที่ไหน เช่น ถ้าเขาจะเอารูปเราไปใช้ในนิตยสารท่องเที่ยว ถ้ากะจะให้ลูกค้าเหมางานเป็นชุด เราก็ต้องไปถ่ายพวก landmark หลักๆ ในเมืองนั้นให้ครบ หรืออาหาร หรือสัญลักษณ์ประจำเมืองนั้น หรือถ้าถ่ายรูปท่องเที่ยวในเมืองไทย ให้เขาเอาไปใช้ที่เมืองนอก เราก็ต้องถ่าย/วาด รูปออกมาในมุมมองของนักท่องเที่ยว

ลองดูหนังสือท่องเที่ยวดูก็ได้ครับ เขาอาจแนะนำเรื่องอื่นๆ อีก นอกจากเรื่องสถานที่ เช่นการแต่งกายในวัด มารยาทที่ควร หรือไม่ควรทำ ต้องถอดรองเท้า หรืออะไรทำนองนี้อ่าครับ จากเดิมที่เคยไปถ่ายแต่วัด แต่อาคารสถานที่ ทีนี้เราก็มีหัวข้อให้เก็บเพิ่ม เพื่อจะได้ครอบคลุมเนื้อหาให้เหมาะกับที่ๆ เขาจะเอารูปเราไปใช้ละครับ

When
คือเมื่อไหร่ เช่นเขาจะเอารูปเราไปใช้เมื่อไหร่ คริสมาส ปีใหม่ ตรุษจีนฮาโลวีน หรือเราควรไปถ่ายรูปนี้เมื่อไหร่ เช่น ญี่ปุ่นมี 3 เวลา ช่วงขาวหิมะ ช่วงซากุระ ช่วงดอกไม้หลากสี เป็นต้นครับ

Why
แล้วทำไมลูกค้าถึงต้องมาซื้อของเรา เรามีจุดแข็งอะไร เช่น เรา process สวยกว่าคนอื่น หรือรูปเราหายาก หรือมุมมองไม่ซ้ำคนอื่น หรือมีภาพชุด หรือมีเทคนิคบางอย่างโดดเด่นกว่าคนอื่น ยิ่งตอบได้หลายข้อ ก็ยิ่งมีโอกาสทำให้ขายดีมากเท่านั้นครับ

How
ทำยังไงแล้วต้องทำยังไง สิ่งที่กล่าวมาในหัวข้อต่างๆ กล่าวมา มันถึงจะเกิดขึ้นได้ ... ก็ต้องเริ่มวางแผน และลงมือทำกันละครับ

ยิ่งมีหลายคำตอบมากเท่าไหร่ก็ยิ่งดีนะครับ เพราะมันแสดงว่า งานของเรา มีคุณค่าเชิงพาณิชย์มากเท่านั้น หรือที่เรียกว่า comercial value นั่นเองครับ Agent ก็ชอบ ตรวจเมื่อไหร่ก็ผ่าน ลูกค้าก็ชอบ ยิ่งตอบโจทย์ได้มาก แสดงว่าลูกค้ายิ่งเอาไปใช้ได้มาก ขายดีเลยละครับทีนี้ มีไม่กี่ร้อยรูป ก็สร้างรายได้หลักแสนต่อเดือนได้

แต่ถ้าตอบไม่ได้ว่าใคร จะเอารูปเราไปทำอะไร ที่ไหน เมื่อไหร่ เรายังนึกไม่ออก ตอบไม่ได้ มันก็เหมือนเหนื่อยฟรีเลยครับ มีรูปในพอร์ทตั้งเยอะ ได้เงินไม่เท่าไหร่ ไม่คุ้มกับแรง กับเงิน กับเวลาที่เสียไป

เสียเวลาวิเคราะห์นิดนึง แล้วจะทำงานสบาย และมีประสิทธิภาพขึ้นเยอะครับ ทำงานน้อยๆ แต่ก็ยังได้เงินเยอะ จะได้มีเวลาเหลือเยอะๆ เอาไว้ใชชีวิต ไปเที่ยว ไปอยู่กับครอบครัว ไปอยู่กับคนที่เรารัก หรือช่วยเหลือผู้อื่นกันครับ

มีไม่กี่อาชีพที่จะสนุก มีอิสระ และสุขสบาย เหมือนอย่างพวกเรานะครับ มาโกยเงินล้านเข้าประเทศกันดีกว่าครับ เย้ๆๆ ^o^

เอาไว้เตือนใจสำหรับตัวเอง  (*´▽`*)
เครดิตภาพและบทความจาก : Ekkrub Cm

วันเสาร์ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

8 ways to make people interested in your design.

8 วิธีทำให้คนสนใจงานออกแบบของคุณ

ฟรีแลนซ์เอยจงรู้ไว้ เรามาเปลี่ยนวิธีคิดกันใหม่เถอะ จากที่เราเคยส่งเมลตัวอย่างงานที่เคยทำ มาเป็นสร้างงานให้ลูกค้าสนใจกัน



เรามี 8 วิธีที่จะทำให้เรามีคุณค่า งานของเราจะมีราคาขึ้น บทความทั้งหมดนี้เอามาจากเวบไซต์ http://grappik.com ขอขอบคุณบทความดีๆ มา ณ ที่นี้ด้วย

8 วิธีทำให้คนสนใจงานออกแบบของคุณ
8 วิธีทำให้คนสนใจงานออกแบบของคุณ

1. Share งานของคุณให้คนอื่นได้เห็น

มันไม่มีประโยชน์เลยที่จะเก็บงานสวยๆ ของคุณไว้ดูเพียงคนเดียว นี่เป็นขั้นตอนแรก และขั้นตอนที่สำคัญที่สุดที่จะทำให้มีคนสนใจงานออกแบบของคุณ Share งานที่ดีที่สุดของคุณออกมาในแต่ละงานควรจะมี Screenshot ภาพงานสวยๆ ของคุณ และ Wireframe ที่บอกถึงรายละเอียดของงาน และที่สำคัญคือ อะไรก็ตามที่เกี่ยวกับตัวคุณ ไม่ว่าจะเป็นชื่อคุณ Logo หรืออะไรก็ตามที่โฆษณา ตัวคุณได้

2. ทำ Portfolio ให้ดูดี

Portfolio คือคำที่เราได้ยินมานาน ซึ่งมันสำคัญมากสำหรับคนทำงานออกแบบ ซึ่ง Portfolio ก็เปรียบเหมือนใบเกรดนั่นเอง มันจะแสดงได้ว่าคุณภาพของคุณมีมากแค่ไหน ตรงนี้อยากจะแนะนำคนที่กำลังจะเรียนจบว่า Portfolio สำคัญมากๆ สำหรับการหางานครับ ใครที่ไม่มี Portfolio แทบจะสู้คนที่มีไม่ได้เลย เพราะบริษัทจะไม่รู้เลยว่าคุณทำงานได้แค่ไหน ซึ่งเราอยากจะแนะนำว่า

– ใส่ผลงานเด่นๆ ของคุณลงไปซะ
– ทำ Case Studies ของงานนั่นๆ พูดถึง Concept แนวคิดต่างๆ ปัญหา สิ่งที่พบเจอในตอนทำงาน หรืออะไรก็ได้ที่เกี่ยวกับกระบวนการทำงานนั่นๆ
– สร้าง blog และเขียนเกี่ยวกับ Design เขียนเรื่องที่เกี่ยวกับตัวคุณในแบ่งปันมันใน Design Community
– ใส่ข้อมูลเกี่ยวกับตัวคุณและแนวทาง หรือวิธีการทำงานที่คุณชื่นชอบ โปรแกรมที่ถนัด

3.โปรโมทตัวคุณให้โลกได้รู้

การตลาดเป็นเรื่องสำคัญสำหรับธุรกิจ ซึ่ง Freelance ก็เช่นกัน Share งานของคุณให้โลกได้เห็นซะโดยผ่าน social networks ต่างๆ ที่เดี๋ยวนี้มีมากมายเหลือเกิน มันอาจจะเป็นเรื่องยากในตอนแรกๆ ที่งานคุณยังน้อย แต่เชื่อเถอะ Share มันออกไปซะ เราจะแนะนำ social networks ที่เกี่ยวกับคนทำงานออกแบบให้เราได้ Share ผลงานออกไปก็จะมี

– Dribbble – Show and tell for designers
– Behance – Online Portfolios
– Instagram – Capture and Share the World’s Moments
– Pinterest – is a visual discovery tool

ทั้งหมดนี้ข้าพเจ้ามีหมดทุกช่องทางนะ
4. คุยกับคนที่ภาษาเดียวกัน
อย่าหมกตัวแต่ในถ้ำ ออกไปพบปะผู้คน พูดคุยกับคนภาษาเดียวกันบ้าง ภาษาในข้อนี้คือ ภาษาในการออกแบบนั่นเอง เราควรจะพูดคุยแลกเปลี่ยนกับ Designer คนอื่นให้มากๆ นอกจากจะได้ connection แล้วยังได้ความรู้ใหม่ๆ สไตล์การออกแบบหรือวิธีการทำงานใหม่ๆ จากคนอื่น แถมบางทียังได้งานจากคนอื่นๆ มาทำอีกด้วย
5. สร้างโปรเจคของคุณขึ้นมา
คนที่ทำงานโปรเจคของตัวเองจนมีชื่อเสียงโด่งดังก็มีเยอะแยะ แล้วทำไมเราจะดังบ้างไม่ได้ละ ? ถ้าคุณมีไอเดียดีๆ ในการทำโปรเจคอะไรสักอย่าง ก็ลงมือทำมันซะ มันเป็นวิธีที่ดึงดูดผู้คนให้มาสนใจงานของคุณ แถมยังได้ผลงานเป็น Portfolio เก็บเอาไว้ใช้งานได้ด้วย ซึ่งมันไม่มีข้อเสียหรอกครับในการทำโปรเจคของเราเองขึ้นมา มีแต่ได้กับได้ เช่น พวกบทความติวเตอร์ต่างๆ

6. เขียน…
เขียนเรื่องราว ความรู้ หรือเทคนิคต่างๆ เขียนเกี่ยวกับขั้นตอนการทำงาน เขียนเรื่องเป้าหมายของคุณ หรือโปรเจคงานออกแบบที่กำลังจะทำ เขียนเกี่ยวกับธุรกิจของคุณ เมื่อไหร่ก็ตามที่มีคนติดตามคุณมากๆ คุณจะเป็นที่รู้จักและพวกเขาสามารถช่วยคุณได้แน่นอน

7. มีส่วนร่วม (ภาษาชาวบ้านก็ เผือก นั่นเอง)

มีส่วนรวมกับข่าวการออกแบบ หรือเว็บบอร์ดที่เกี่ยวกับงานออกแบบ เข้าไปโพส ไปเม้น พูดคุยเกี่ยวกับงานออกแบบกับ Designer คนอื่นๆ ทั้งใน Facebook twitter instagram ไปเข้าร่วมพวกงานออกแบบที่จัดตามที่ต่างๆ เพื่อพบกับผู้คนให้มากๆ รู้จักคนให้มากๆ

8. สอน

การสอนเรื่องที่คุณถนัด นอกจากจะเป็นการทบทวนความรู้ หรือหาความรู้ที่คุณอยากจะรู้ เผื่อมาสอนคนอื่น มันเป็นการปรับปรุงทักษะส่วนตัวของคุณ การแบ่งปันประสบการณ์การทำงาน การออกแบบของคุณที่ผ่านๆ มา จะช่วยให้ผู้คนรู้จักคุณได้มากขึ้นและส่งผลดีกับงานของคุณอย่างแน่นอน เช่น พวกคอร์สสัมนาหรือการใช้ปรแกรมต่างๆ

เอาไว้เตือนใจสำหรับตัวเอง  (*´▽`*)
เครดิตภาพและบทความจาก : http://grappik.com

วันอังคารที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

Google Doodles 7 July 15

Google Doodles วันที่ 7 กรกฎาคม 2558

เปิด Google มาวันนี้แทบกรี๊ด มีอุลตร้าแมนอยู่หน้าแรก ก็พอเดาออกหละว่าวันนี้น่าจะเป็นวันเกิดใครไปไม่ได้นอกซะจาก “เอจิ สึบุระยะ” ผู้ให้กำเนิด ยอดมนุษย์อุลตร้าแมน



Google Doodles วันที่ 7 กรกฎาคม 2558
Google Doodles 7 July 15 | Eiji Tsuburaya

เอจิ สึบุระยะ (Eiji Tsuburaya) นอกจากจะเป็นผู้ให้กำเนิดอุลตร้าแมนแล้ว แกยังเป็นผู้ให้กำเนิดก็อตซิลล่าด้วยนี่สิ วันนี้ก็คล้ายวันเกิดครบรอบ 114 ปี ถ้าหากเขายังมีชีวิตอยู่




เอจิ สึบุระยะ (Eiji Tsuburaya) ยังถือเป็นคนแรกๆ ของญี่ปุ่นที่นำเอาเทคนิคพิเศษเข้ามาใช้ในการถ่ายทำ ไอ้พวกใส่ชุดยาง พวกถล่มตึกปลอมแกเป็นคนแรกๆ เลยนี้แหละที่ทำ

Google Doodles วันที่ 7 กรกฎาคม 2558
Eiji Tsuburaya gave birth to Ultraman

เอจิ สึบุระยะ (Eiji Tsuburaya) เกิดเมื่อ 7 กรกฎาคม 2444 เสียชีวิตเมื่อ 25 มกราคม 2513 เมืองอิโต จังหวัดชิซุโอะกะ

ความเท่อีกอย่างของ Google วันนี้คือเราสามารถสร้างหนังอุลตร้าแมนของเราได้ ขอบอกอย่าพลาดสนุกมากกกกกกก ^^

You might also like:

Related Posts Plugin for WordPress, Blogger...